ครูท้วม ประสิทธิกุล
ครูท้วม เกิดที่นนทบุรี
หัดร้องดนตรีไทยกับพ่อชื่อสุข พ่อรู้จักชอบพอกับพระยาเสนาะดุริยางค์ครูเลยไปฝึกด้วย
ครั้งนั้นอายุ 8 ปี จนกระทั่งอายุ 10 ปี พระวิมาดาจัดละครเรื่องเงาะป่า
ได้เข้าร่วมร้องเพลงในละครเรื่องนี้ด้วย ครูท้วมหัดร้องกับหม่อมครูส้มจีน
ครูท้วมให้ความคิดเห็นว่า คนที่ร้องเป็นจำเป็นต้องตีหน้าทับได้ด้วย เพราะว่าการตีหน้าทับได้จะทำให้เป็นหลักที่ดี
โดยเฉพาะการร้องเพลงสักวา จะต้องตีหน้าทับโทนรำมะนาได้
ครั้นกรมขุนเพชรบูรณ์อินทรชัยมีละครขึ้น
ครูท้วมได้ไปร้องด้วย และต่อมาได้ทูลลามาแต่งงาน
และเป็นครูสอนพิเศษโรงเรียนสวนกุหลาบ ครั้นสิ้น ร. 6 มีวงมโหรีหญิงเกิดขึ้น
ครูจึงได้ไปร่วมร้องด้วย ต่อมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนวัดบพิตรภิมุข โรงเรียนสตรีพระนครใต้
โรงเรียนเพาะช่าง ครั้นออกจากกระทรวงธรรมการจึงมาอยู่ที่กรมศิลปากร จนกระทั่งครบเกษียณแล้ว
แต่กรมศิลปากรจ้างต่อ 5 ปี จนกระทั่งทุกวันนี้ ขณะนี้ครูท้วมอยู่ที่ถนนพิษณุโลก
นางเลิ้ง กรุงเทพมหานคร
“การที่คนฟังทั่วไปไม่ชอบฟังดนตรีไทย เพราะว่ายังเข้าไม่ถึง เพลงไทยเป็นเพลงที่แสดงถึงชีวิตแบบไทย ๆ เพราะฉะนั้นต้องฟังให้รู้เรื่องว่าดีที่ไหน เพราะที่ไหน ถึงจะฟังได้รู้เรื่อง ส่วนเพลงสากลนั้น ครูมีความเห็นว่า สอนง่าย เนื้อร้องของเพลงสากลใส่คำเต็มไปตามกับเครื่องดนตรี หรือจังหวะเลย ฉะนั้นจึงร้องได้ง่าย คนก็สนใจเร็ว ผิดกับเพลงไทยที่ละเอียดอ่อน นุ่มนวล เป็นชีวิตไทยแท้ ๆ ที่แสดงความใจเย็น”
“เพลงไทยนั้นเชยหรือไม่ ดิฉันเป็นคนไทย จะว่าเพลงไทยเชยหรือล้าสมัยไม่ได้หรอก ไม่เชยหรอก การที่คนว่าเชยเพราะว่าเป็นคนเข้าไม่ถึงดนตรีไทยนั่นเอง ดนตรีไทยละเอียดอ่อน และช้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนเบื่อและเกิดความคิดที่ว่าเพลงไทยเชยก็ได้”
“ในการที่จะทิ้งแบบเก่าครูว่าดี ในการที่จะเปลี่ยนเนื้อร้อง หรือมีการผสมให้แปลกออกไป ครูเห็นว่าต่างประเทศเขาก็ทำได้และได้ผลดี แต่ถ้าเราทำก็ต้องมีของเดิมเป็นหลักไว้ไม่ควรทิ้งหลักเสีย”
“คนเก่ง ๆ เดี๋ยวนี้มีมาก ทำเพลงดี ๆ ก็มาก การส่งเสริมต้องค่อย ๆ ไป ควรทำทีละน้อยอย่าหักโหม เช่นเราจะประสานเสียง ก็ทำไป แต่ต้องอย่าทิ้งหลัก หลักต้องคงอยู่ ทุกประเทศทำอะไรเขาก็ทำไป แต่ว่าหลักเก่าก็คงอยู่เช่นกัน” ครูท้วมกล่าวในที่สุด”