หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูริยชีวิน)
หลวงไพเราะเสียงซอ เดิมชื่ออุ่น ดูริยชีวิน เกิดที่บ้านหน้าไม้ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อขึ้น 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2434 บิดาชื่อพยอม มารดาชื่อเทียบ เป็นนักดนตรี เริ่มหัดดนตรีกับบิดาตั้งแต่พอเริ่มจำความได้ประมาณอายุสัก 5-6 ปี เมื่ออายุ 12 ปี บิดาพาลงมาอยู่กรุงเทพฯ อายุ 13 ปี ม.จ. ถดถวิล โอรสกรมหลวง อดิศรอุดมเดชขอท่านไปอยู่วังสราญรมย์ ต่อจากนั้นก็ไปอยู่กรมมหรสพหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เรียนดนตรีสากลด้วย บรรดาศักดิ์ครั้งแรกเป็นขุนดนตรีบรรเลง ต่อมาได้เลื่อนเป็นหลวงไพเราะเสียงซอ ครั้นสิ้นสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านก็ได้ไปถวายการสอนดนตรีแก่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้ารำไพพรรณีจนสิ้นรัชสมัยของพระองค์ ปัจจุบันนี้ได้เป็นครูพิเศษของวิทยาลัยนาฏศิลป และเป็นครูดนตรีพิเศษของชุมนุมดนตรีไทยองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ต่อไปนี้เป็นความเห็นของคุณพ่อหลวงไพเราะเสียงซอ
“คนรุ่นใหม่ตอนนี้สนใจดนตรีไทยมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะคนมากขึ้นและวงการต่าง ๆ ก็ส่งเสริมกันอยู่”
“ดนตรีไทยยังเหมาะสมกับสมัยอยู่เพราะมีหลายรสหลายแบบ แต่ที่คนไปสนใจดนตรีต่างชาติมากก็เพราะเล่นง่าย ดนตรีไทยเราเล่นยาก ยิ่งเป็นเพลงสามชั้นต้องเอือนยาว”
“การส่งเสริมดนตรีไทยเช่นการใส่เนื้อเต็ม เห็นว่าก็เหมาะสมกับสมัยนี้ก็เพราะคนชอบของง่าย ๆ เข้าหูคนทั่วไปดี แต่การที่เอาของเขาไปเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็ไม่ค่อยจะดี คือคงของเก่าไว้บ้าง”
“การเอาดนตรีต่างชาติเขามาผสมกับของเรา เช่นเครื่องสายผสมเป็นต้น เห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะเสียงของดนตรีไทยกับต่างชาติ (ฝรั่ง) เสียงไม่เหมือนกัน เมื่อเอามาผสมก็จะฟังแปร่งไป”
การขาดช่วงของดนตรีไทยสมัยห้ามเล่นดนตรีไทย
ท่านก็ได้ละจากวงการดนตรี และการห้ามมีผลทำให้ดนตรีซบเซามาก
นักดนตรีแตกกระสานซ่านเซ็น ท่านเองก็คิดจะไปหากินต่างจังหวัดเหมือนกัน
“ดนตรีไทยเรานั้นไม่สูญแน่ เพราะปัจจุบันก็มีคนตื่นตัวและคึกคักขึ้น”
“ข้อคิดเห็นการเล่นดนตรีไทยก็ต้องตามใจผู้เริ่มหัดบ้าง คือตามแต่จะชอบอย่างไรจะไปทำตามแบบแผนเก่าทีเดียวไม่ได้ เช่นเพลงแรกที่เริ่มหัดแต่โบราณอาจใช้จระเข้หางยาว แต่สมัยนี้อาจเป็นเขมรไทรโยค หรือลาวดวงเดือน”
พฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2517 [หน้าที่ 7-8]
หมวดหมู่ :
บทความ