ความคิดเห็นจากนักดนตรีไทย - อาจารย์มนตรี ตราโมท

 อาจารย์มนตรี ตราโมท

อาจารย์มนตรี ตราโมท

อาจารย์มนตรี ตราโมท เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มหัดฆ้องใหญ่เมื่ออายุ 15 ปี กับครูสมบุญที่สุพรรณบุรี เมื่อจบมัธยม 3 ได้ไปเรียนดนตรีที่จังหวัดสมุทรสงครามซึ่งมีชื่อเสียงทางดนตรีมาก กับครูสมบุญ สมสุวรรณ ประมาณ 2-3 ปีจึงมาเรียนดนตรีที่กรุงเทพ ฯ กับพระยาประสานดุริยศัพท์ หลวงบำรุงจิตเจริญ (ฆ้องใหญ่) พระพาทย์บรรเลงรมย์ (ระนาดทุ้ม) หลวงประดิษฐ์ไพเราะ และเป็นนักดนตรีประจำอยู่วังหลวง เริ่มแต่งเพลงเมื่อปี 2463 (อายุประมาณ 18 ปี) เพลงแรกคือเพลง “ต้อยตลิ่ง” และได้สร้างเพลงไว้ให้การดนตรีไทยเป็นจำนวนมากปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกองการสังคีต กรมศิลปากร

“ที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจดนตรีไทย ไปโทษเขาไม่ได้ สิ่งที่ฝังมาในจิตใจไม่มีพื้นอยู่ คนโบราณได้ยินแต่เพลงไทยฝังใจมาแต่เด็ก ๆ มีอายุขึ้นก็ฟังได้สบาย พวกรุ่นหลังได้พังแต่เพลงเร็ว ๆ รับแต่สิ่งนี้ฝังอยู่ในใจ มาพบเพลงไทยซึ่งแตกต่างไปก็เลยปรับตัวเข้าไม่ได้ ไม่ใช่เขาไม่อยากรับ แต่ถ้าได้พึ่งบ่อย ๆ เข้ามันก็เข้าถึง ไม่ว่าเพลงอะไรฟังหนเดียวไม่รู้สึกหรอก ต้องฟังบ่อย ๆ จึงจะเห็นประโยชน์ เรื่องที่เขาไม่เห็นคุณค่าเราอย่าไปน้อยใจเขาเลย เป็นอย่างนี้หมายความว่า เราปรับปรุงดนตรีไม่ถูกกับความต้องการของเขา ก็ควรมีหน้าที่แก้ไขกัน”

“เรื่องการเปลี่ยนแปลง อย่างเปลี่ยนการผสมวงไม่เป็นไร แต่ขอให้เสียงมันเข้า ต้องพิจารณาว่าเสียงเข้ากันหรือไม่ เป็นศัตรูกันหรือเปล่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้มาก อย่างปี่พาทย์ผสมเปียโนเป็นต้น มันก็ไปได้ขอให้เพราะเถอะ ดนตรีคือความเพราะ อย่าให้มันเสียก็แล้วกัน”

“การขาดช่วงทางดนตรีมันเรื่องการเมือง เขาห้ามเล่น แม้แต่โขนก็มีไม่ได้ แต่วงราชการก็ยังมีอยู่ครบพอรักษาตัวไปได้ แต่เวลาบรรเลงต้องนั่งโต๊ะ คนก็เห็นเป็นทันสมัย ซึ่งของเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีอยู่แล้ว ส่วนวงเอกชนเขาเป็นอาชีพ เมื่อถูกห้ามจึงอยู่ไม่ได้ ต้องขายเครื่อง เป็นการขาดช่วงมากทีเดียว ตอนหลังเราก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ระยะนี้ก็เป็นระยะที่เรากำลังสร้างกันใหม่อยู่”

“ในอนาคตดนตรีไทยก็ยังอยู่ได้แน่ ไม่มีปัญหา แต่มันอาจจะกลายรูปไปตามสมัย เมื่อก่อนเราฟังเพลง 3 ชั้นซึ่งมีศิลปะมาก แต่เดี๋ยวนี้ผิดสมัย ถ้าสังคมไม่รับเราทำดีอย่างไร ก็ไปไม่รอด ดู ๆ ไปมันก็เป็นวัฏฏะ โบราณเรามีชั้นเดียวเนื้อเต็ม แล้วค่อย ๆ ขยายขึ้นมานิยม 2 ชั้นซึ่งมีศิลปะมากขึ้น ต่อมาก็เป็น 3 ชั้น ศิลปะวิจิตรมากขึ้น ต้องการช้า นาน ก็เลยยาวออกไป เวลานี้ต้องการเร็วอีก เอาช้าไปให้ก็เลยไม่ฟังกัน จะว่าเป็นความเสื่อมก็ไม่ถูก วิถีโลกมันไม่แน่ สมัยก่อนมีเวลามาก ดูละครกันวันละ 4 ชั่วโมง เดี๋ยวนี้เวลาเป็นเงินเป็นทอง อะไร ๆ ก็เลยต้องสั้นเข้า ถ้าจะคิดเผยแพร่หรือรักษาต้องให้เข้ากับคน กับสังคมก่อน คือดูความต้องการของผู้ฟังเป็นใหญ่ เมื่อคนค่อย ๆ เข้าถึงมันก็จะค่อย ๆ ขยายตัวออกไปเอง อย่าไปรั้งให้เขาเป็นอย่างอื่น ถ้าทำเช่นนี้อาจจะสูญ พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนคนยังต้องทำให้ เข้ากับเขาเลย เขานิยมอะไรกันอยู่ ท่านก็เอาอันนั้นเข้ามา อย่างเขานิยมน้ำอมฤตกินแล้วไม่ตาย ท่านก็มีอมตธรรมซึ่งไม่ตายเหมือนกัน นี่เป็นความสำคัญมาก”

ที่มา : [หนังสือ] ไหว้ครู ของชุมนุมดนตรีไทย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2517
[หน้าที่ 11-12]

Post a Comment

Previous Post Next Post