ที่มา
เพลงไทยที่มีชื่อเป็นภาษาต่าง ๆ
เพลงไทยเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย มีชื่อเป็นภาษาอื่นนำหน้า ซึ่งทำให้เข้าใจไปได้ว่า เรานำเอาเพลงของชาติอื่น ๆ เขามาใช้แท้ที่จริง เพลงเหล่านั้นก็เป็นเพลงที่นักดนตรีไทยได้แต่งได้ขึ้นเอง หากแต่ผู้แต่งได้ดัดทำนองให้มีสำเนียงเป็นภาษาต่าง ๆ และตั้งชื่อบอกสำเนียงของภาษานั้นไว้ให้ผู้ทั้งเข้าใจง่ายขึ้น ส่วนเพลงที่เป็นของชาติอื่นแท้ ๆ ซึ่งไทยเราได้นำมาบรรเลงก็มีบ้างเหมือนกันแต่เป็นส่วนน้อยที่สุด และบางที่ตัดเอามาเพียงบางส่วนก็มี เช่นเพลงจีนโป๊ยกังเหล็ง เขมรอมตัก (พายเรือ) และมาร์ชิงทรูยอร์เยีย เป็นต้น
ในสมัยโบราณ นับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ไทยเราก็ได้ติดต่อกับชนต่างชาติ เช่น เขมรและจีน ตลอดมา ยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชนต่างชาติเข้ามาติดต่อเป็นสัมพันธ์ไมตรีและพึ่งร่มโพธิสมภารอยู่เป็นอันมาก บางสมัยก็ถึงแก่มีกองทหารอาสาของธาตินั้น ๆ เข้าสมทบในกองทัพไทย เช่น อาสาจาม อาสามลายู และอาสาญี่ปุ่น เป็นต้น ชนต่างชาติเหล่านั้นย่อมจะนำเครื่องดนตรีติดตัวเข้ามาบรรเลงหรืออย่างน้อย ก็นำเพลงในชาติของตนมาร้อง ประกอบในประเพณีตามลัทธิศาสนาบ้าง เพื่อความรื่นเริงบ้าง ตามธรรมดามนุษย์เราย่อมชอบฟังเสียงเพลงที่แปลกออกไปจากที่เคยฟังจำเจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และยิ่งเป็นศิลปินด้วยแล้ว จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่เกิดความสนใจเท่านั้นศิลปินย่อมจะต้องสังเกตุ จดจำ และศึกษาในเสียงเพลงเหล่านั้น และโดยวิสัยของศิลปินจะต้องพยายามสร้างศิลปของตนให้กว้างขวางออกไป เมื่อดุริยางค์ศิลปินได้สังเกตุและศึกษาจนรู้ถ่องแท้แล้วว่าเพลงของภาษาใดมีสำเนียงอย่างไร ซึ่งตรงกับคำพังเพยที่ว่า " สำเนียงบอกภาษา " จึงได้คิดประดิษฐ์แต่งเพลงภาษาขึ้นให้เป็นภาษาต่าง ๆ นั้นบ้าง โดยใช้ทำนองอย่างไทย ๆ ของเรา แต่ดัดให้มีสำเนียงเป็นภาษาอื่นหรือบางตอนอาจนำสำนวนของภาษานั้นมาสอดแทรกไว้เล็ก ๆ น้อยๆ และเพื่อที่จะนำทางให้ผู้ฟังทราบไว้ก่อนว่าเป็นเพลงสำเนียงอะไร จึงได้ตั้งชื่อเพลงบอกภาษานั้น ๆ ไว้ข้างหน้า เช่น ลาวเสี่ยงเทียน แขกลพบุรี มอญดูดาว จีนเก็บบุบผา และขอมกล่อมลูก เป็นต้น การดัดสำเนียงเพลงให้เป็นภาษาต่างๆ ก็เป็นเช่นเดียวกับการดัดสำเนียงการพูดของตัวละครหรือลิเก ที่แสดงเป็นตัวภาษาต่าง ๆ ซึ่งพูดภาษาไทยเรานี้เอง หากแต่ดัดสำเนียงคำพูดให้เป็นเมือนชนชาตินั้นพูดไทย